all

×

Error message

  • Notice: Undefined property: view::$exposed_input in views_plugin_display_attachment->attach_to() (line 245 of /var/www/html/sites/all/modules/views/plugins/views_plugin_display_attachment.inc).
  • Deprecated function: Function create_function() is deprecated in views_php_handler_field->pre_render() (line 202 of /var/www/html/sites/all/modules/views_php/plugins/views/views_php_handler_field.inc).
  • Notice: Undefined property: view::$exposed_input in views_plugin_display_attachment->attach_to() (line 245 of /var/www/html/sites/all/modules/views/plugins/views_plugin_display_attachment.inc).
ย้อนเวลาสู่โฮโมเซเปียนส์ แกะรอยเท้า BIG FIVES และวัดส่วนสูงคิลิมันจาโรที่ ‘เคนย่า’
POSTED BY travelbaradmin | Saturday, February 16, 2019 - 16:03

กดปุ่มย้อนเวลากลับไปราวๆ 150,000 ปีก่อน บรรพบุรุษของพวกเราที่มีหน้าตาคล้ายเรามากที่สุด ‘โฮโมเซเปียนส์’ ปรากฏตัวขึ้นแล้ว พวกเขาสาละวนอยู่กับรวมกลุ่มเพื่อล่ากวาง หาของป่า วิ่งหนีสิงโต และช้าง อยู่แถวๆ แอฟริกาตะวันออก ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์สูงสุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นถิ่นกำเนิดของสรรพชีวิตน้อยใหญ่นานาชนิด เป็นดินแดนที่ ‘โฮโมเซเปียนส์’ อย่างเราเรียนรู้การใช้ไฟ และเริ่มสร้างเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ก่อนจะออกเดินทางไปยังดินแดนแห่งใหม่ทั่วโลกในอีก 70,000 ปีต่อมา

Photo by Sergey Pesterev on Unsplash

การเดินทางมาเยือนดินแดนแห่งนี้จึงเหมือนกับการได้มาประทับรอยเท้าบนแผ่นดินแม่แห่งมวลมนุษยชาติ กระตุ้นการหยั่งรู้ใน DNA โบราณที่ส่งต่อมาถึงคนรุ่นเรา เพื่อครุ่นคิดถึงพลบค่ำในอดีตแสนนานที่ผ่านมา และเพื่อมองอรุณรุ่งแห่งอนาคตที่เรากำลังมุ่งไป 

ฉะนั้นจึงมิเป็นการเกินเลยไปนักที่บางคนจะพูดว่า การเดินทางไปยังแอฟริกาตะวันออกก็เปรียบเสมือนได้นั่งไทม์แมชชีนกลับไปหา ‘บ้านเก่า’ ต้นกำเนิดมนุษย์เราในยุคปัจจุบัน

แล้วทำไมต้องเป็นเคนย่า?

by Sho Hatakeyama on Unsplash

เรียกว่าเป็นความครบเครื่องเลยก็ว่าได้หากคุณอยากย้อนเวลากลับไปดูว่าโฮโมเซเปียนส์อย่างเราอยู่ในทุ่งหญ้าที่เต็มไปด้วยสัตว์ป่าแบบไหน ชนเผ่าดั้งเดิมอาศัยอยู่กับป่าอย่างไร แถมได้เห็นสัตว์สัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่บนทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาที่ช่วยร้อยเรียงตำนานของมนุษย์อย่าง Big Fives (สิงโต, ควายป่า, แรด, ช้าง และเสือดาว) และที่สำคัญการเดินทางไปง่ายทีเดียว

ทุกวันนี้มีหลายสายการบินจากกรุงเทพฯ ที่มุ่งหน้าสู่เคนย่า แต่ที่ง่ายสุดเดินทางด้วยสายการบิน Kenya Airways บินตรงทั้งไปและกลับ ใช้เวลาราวๆ 9 ชั่วโมงก็แลนด์ดิ้งสู่สนามบินของเมืองหลวงไนโรบี (Nairobi)

Photo by Sergey Pesterev on Unsplash

หากมองจากดูแผนที่ ไนโรบีนั้นเปรียบเสมือนบ่อน้ำแห่งความศิวิไลซ์ในโลกใหม่ ซึ่งรายล้อมด้วยดินแดนโลกเก่าที่กำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติในทุกทิศทุกทาง นั่นจึงง่ายต่อการเดินทางไปสัมผัสอุทยานแห่งชาติแต่ละแห่งไม่ว่าจะทิศเหนือหรือใต้ ตะวันออกหรือตะวันตก แต่ง่ายบนแผนที่นั้นก็ต้องแลกกับเวลาในการเดินทางตั้งแต่ 2-8 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย 

ฉะนั้นควรเลือกทริปการเดินทางมาก่อนจะเหมาะสุดซึ่งสามารถเข้าไปเลือกได้หลากหลายที่ www.safaribookings.com (มีให้เลือกตั้งแต่ 3 วันถึง 19 วัน) แต่อย่าลืมว่าช่วงเดือนที่น่าเที่ยวนั้นอยู่ระหว่างกรกฎาคม, สิงหาคม และกันยายน เพราะเป็นฤดูที่สัตว์อพยพถิ่นฐาน ซึ่งจะทำให้เราได้เห็นสัตว์ป่าน้อยใหญ่ละลานตานับล้าน ชีวิตบนทุ่งหญ้าระบัดใบ 

แต่ก่อนการเดินทางนั้นสิ่งที่คุณต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนก็คือการป้องกันโรค เพราะประเทศที่อยู่ในเขตเส้นศูนย์สูตร เชื้อโรคเติบโตได้ดีทีเดียว สิ่งที่เราต้องเตรียมตัวเองก็คือฉีดวัคซีนไข้เหลือง (อย่างน้อย 10 วันก่อนการเดินทาง), ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ A, ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไทฟอยด์, กินยาป้องกันมาลาเรีย และที่สำคัญพกยาทากันยุงกัดไปด้วยจะดีมาก

Photo by Anthony Ingram on Unsplash

อากาศที่เคนย่านั้นเรียกได้ว่าสดชื่นตลอดทั้งปี แต่จะดีสุดก็ช่วงปลายฝนต้นหนาวและเหมาะมากที่จะเริ่มต้นทริปกันที่อุทยานแห่งชาตินากูรู (Nakuru National Park) ซึ่งห่างจากไนโรบีเพียงชั่วโมงเศษ แม้จะเป็นอุทยานที่มีขนาดเล็กที่สุดในเคนย่า แต่ความเล็กนี่เองที่ซุกซ่อนอัญมณีสีชมพูเอาไว้

https://www.kenyahotelsltd.com/place/lakenakuru/

ทะเลสาบนากูรู ตั้งอยู่บนที่ราบหุบเขาทางตอนเหนือของเคนย่า ดินแดนแห่งนี้เกิดขึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟโบราณจึงทำให้พื้นดินและสายน้ำเต็มไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ มากมาย และแน่นนอนทะเลสาบแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยจุลชีพตัวเล็กๆ ทั้งกุ้ง หอยนานาชนิด รวมไปถึงสาหร่ายแกมเขียว ซึ่งเป็นของโปรดปรานของเจ้านกฟอสซิลมีชีวิต ‘ฟลามิงโก้’ ที่มารวมตัวกันมากที่สุดในโลก บางช่วงมีจำนวนมากมายเป็นล้านตัวเลยทีเดียว (หากมองไกลๆ จะเหมือนทะเลสาบสีชมพู) แถมยังมีนกนานาชนิดกว่าอีก 400 สายพันธุ์ จนขึ้นชื่อได้ว่าเป็นแหล่งดูนกที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก และยังมีสัตว์ที่มาพึ่งพาแหล่งน้ำอวดโฉมให้เห็นได้ง่ายๆ อย่างหมูป่าหน้าหูด ลิงบาบูน ยีราฟ แรด ม้าลาย ฯลฯ เรียกว่าเป็นการเรียกน้ำย่อยแบบซาฟารีได้ดีทีเดียว

Photo by David Clode on Unsplash

อุทยานแห่งชาติของเคนย่าแต่ละแห่งจะห่างกันราวๆ ร้อยกิโลเมตรขึ้น ถนนหนทางก็จะเป็นแบบราดยางบ้างลูกรังบ้างซึ่งทางนอกเมืองส่วนใหญ่จะเป็นลูกรังแดง แถมรถที่ให้บริการนักท่องเที่ยวก็จะมีแค่สองแบบคือจี๊บและรถตู้ โดยทั้งสองแบบนั้นจะไม่เปิดแอร์ แต่เปิดหลังคาและกระจกรับลมธรรมชาติตลอดเส้นทาง (รถแบบ Game Drive เพื่อการส่องสัตว์ก็จะประมาณนี้) ฉะนั้นใครไปหน้าร้อนก็ป้องกันเรื่องฝุ่นให้ดีหน่อย เพราะคนขับที่นี่เขาชำนาญและใช้ความเร็วได้ดีบนทางฝุ่น อ้อ! ไม่ต้องห่วงเรื่องยางแตกนะ เพราะแต่ละคันจะมียางอะไหล่ถึงสองเส้น และมีการสื่อสารกันตลอดระหว่างทัวร์กลุ่มอื่นๆ ฉะนั้นจึงไม่ต้องห่วงว่าจะนอนกินข้าวลิงกันกลางป่า      

Photo by Harshil Gudka on Unsplash      

อีกหนึ่งไฮไลท์ในการตามหา Big Fives ของที่นี่ก็คืออุทยานแห่งชาติแอมโบเซลี (Amboseli National Park) อยู่ห่างจากเมืองหลวงไนโรบีเพียง 165 กิโลเมตร อยู่ห่างจากชายแดนประเทศแทนซาเนียไม่ไกล  ความเด่นของที่นี่คือเหมาะมากกับการลั่นชัตเตอร์เพื่อหาภาพสวยๆ  ไม่ใช่แค่เหล่า Big Fives แต่คือภูเขาคิลิมันจาโรที่ตั้งตระหง่านแสดงพลังแห่งความยิ่งใหญ่ในการเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในทวีปแอฟริกา

ในยุคที่เปลือกโลกยังไม่คงที่ดั่งทุกวันนี้ ภูเขาไฟลูกมหึมาที่มีชื่อเรียกตามภาษาสวาฮีลีว่า ‘คิลิมันจาโร’ (แปลว่าภูเขาที่ทอแสงแวววาว) ได้ปลดปล่อยพลังงานมหาศาลจากใต้โลกให้พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า หลังม่านฝุ่นสงบลงเมื่อกว่าล้านปีก่อนก็ทำให้ภูเขาลูกนี้ตั้งตระหง่านเป็นหอคอยอันยิ่งใหญ่แห่งทวีปที่มีความสูงถึง 5,895 เมตร ความสูงระดับนี้จึงทำให้มีหิมะปกคลุมยอดตลอดทั้งปีซึ่งหากมองให้ดีในบางวันจะเห็นประกายระยิบระยับของหิมะที่สะท้อนแสงกับดวงอาทิตย์ชัดเจนทีเดียว  แอมโบเซลีจึงกลายเป็นสถานที่ที่นิยมอย่างมากสำหรับนักถ่ายภาพ เพราะนอกจากจะเก็บ Big Fives ได้หลายชนิดแล้วยังมีฉากหลังที่ตระหง่านตระการตาอยู่ในเฟรมเดียวกันอีกด้วย

Photo by sutirta budiman on Unsplash

แต่ที่เด็ดเป็นเพชรยอดมุงกุฎสำหรับซาฟารีต้องที่ ‘มาไซ มารา’ (Maasai Mara National Reserve) หากมองจากแผนที่ แผ่นดิน มาไซ มารานั้นเป็นส่วนหนึ่งอันใหญ่โต มโหฬารของทุ่งหญ้าสะวันนา เชื่อมต่อกับเขตอุทยานแห่งชาติเซเรนเกติ (Serengeti National Park) ประเทศแทนซาเนีย ซึ่งเมื่อขีดเส้นขั้นแดนกัน มาไซมาราก็เหมือนเป็นแหลมเล็กๆ เท่านั้น แต่พื้นที่เล็กๆ นี้กลับเป็นไฮไลท์ที่สำคัญในการดูสัตว์ช่วงฤดูอพยพ

Photo by David Clode on Unsplash

วงจรการอพยพของม้าลายและวิลเดอบีสต์ (Wildebeest) จะหมุนเวียนตามเข็มนาฬิกา คือเมื่อความอุดมสมบูรณ์ของทุ่งหญ้าในเขตเซเรนเกติเริ่มหมดลง ฝูงสัตว์นับล้านตัวก็เริ่มเคลื่อนย้ายหาแหล่งอาหารใหม่ซึ่งจะเริ่มต้นเข้าสู่ มาไซ มารา ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา จำนวนสัตว์ที่มากมายมหาศาลนี้เมื่ออัดแน่นอยู่ในพื้นที่เล็กๆ จะทำให้เราเห็นภาพที่ดูอลังการเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อฝูงวิลเดอบีสต์และม้าลายข้ามแม่น้ำเราจะได้เห็นมหรสพแห่งธรรมชาติที่ความเป็นและความตายกั้นผ่านด้วยแม่น้ำสายเดียว เพราะใต้ผืนน้ำสีโคลนนั้นฝูงจระเข้ขนาดใหญ่ก็เฝ้ารออาหารประจำปีของพวกมันเช่นกัน

ความที่แม่น้ำแทบจะผ่ากลาง มาไซ มารา ทำให้ฝูงสัตว์ต้องกระเสือกกระสนหนีคมเขี้ยวจระเข้และกระแสน้ำเชี่ยวถึงสองครั้ง ครั้งแรกในช่วงกรกฎาคม และอีกครั้งเมื่อวนกลับสู่เซเรนเกติในช่วงเดือนตุลาคม มีการประมาณการกันว่าจำนวนสัตว์ที่จบชีวิตในแม่สายนี้ตลอดฤดูอพยพแต่ละปีนั้นมีมากถึงกว่าหมื่นตัว แต่ทุกชีวิตที่จบลงไปก็ต่อห่วงโซ่อาหารเส้นใหม่ให้กับสัตว์ป่าอีกหลายชีวิตเช่นกัน  

Photo by Randy Fath on Unsplash

ด้วยเหตุแห่งธรรมชาติจัดสรรความอุดมสมบูรณ์นี้ก็ทำให้ มาไซ มารา กลายเป็นแหล่งส่องกล้องหา Big Fives ที่ดีที่สุดเช่นกัน และการที่สัตว์ป่าคุ้นเคยกับรถนักท่องเที่ยว จึงไม่ยากเลยที่จะทำให้คุณเห็นสิงโต แรด ช้าง ควายป่า ที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติแบบคมชัดระดับเกิน 4K ใกล้ๆ ตัวรถซึ่งแทบจะได้กลิ่นสาบของเหล่ายักษ์ใหญ่กันเลยทีเดียว แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าอนุญาตให้ยื่นมือไปสัมผัสพี่บิ๊กเหล่านั้นได้นะ

มาถึงมาไซ มาร่าแล้วก็อย่าลืมแวะชมวิถีชีวิตของชาวมาไซ ชนพื้นเมืองที่จะทำให้เราเห็นบรรพบุรุษโฮโมเซเปียนส์

Photo by Randy Fath on Unsplash

ชาวมาไซแต่เดิมนั้นดำรงชีวิตด้วยการเลี้ยงสัตว์เร่รอนทั้งวัว แพะ และแกะ แต่เมื่อเปิดประเทศให้กับนักท่องเที่ยวมาเยือนชาวมาไซบางส่วนจึงหากินกับการท่องเที่ยวด้วยการขายของที่ระลึก รวมไปถึงการเก็บค่าถ่ายรูปในการชมวิถีชีวิต

มีคำเตือนมาบ้างว่าหากอยากถ่ายรูปกับชาวมาไซ อย่าขี้เหนียวต่อการให้เงินค่าถ่าย เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะเจอก้อนหินหรือท่อนไม้ขว้างเข้ามาในรถได้ แต่ถึงอย่างนั้นชาวมาไซก็น่ารัก หากรู้จักธรรมเนียมของเขาให้ดี          

เมื่อเข้ามาถึงหมู่บ้านชาวมาไซสิ่งแรกที่ต้องทำคือจ่ายค่าธรรมเนียมเข้าหมู่บ้านเสียก่อน หลังจากนั้นคุณจะกลายเป็นอาคันตุกะที่ถูกต้อนรับอย่างอบอุ่นจากทั้งหมู่บ้านทันที โดยมีชายหนุ่มชาวมาไซที่แต่งชุดประจำเผ่ามาคอยให้การต้อนรับ อีกทั้งพากระโดดโลดเต้นตามสไตล์ของเขาอย่างไม่ถือเนื้อถือตัว  หลังจากนั้นผู้นำในหมู่บ้านจะพาเยี่ยมชมความเป็นอยู่ชนิดเข้าถึงห้องนอนเลยทีเดียว

Photo by Piotr Usewicz on Unsplash

บ้านของชาวมาไซจะอยู่เป็นหลังเดี่ยวๆ ขนาดของบ้านราว 3 x 5 x 1.5 เมตร จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มโดยเว้นพื้นที่กลางหมู่บ้านไว้เลี้ยงวัว แกะ แพะ นัยว่าเป็นการป้องกันสิงโตเข้ามาจู่โจมล่าสัตว์เลี้ยงอีกทางหนึ่ง (จริงๆ เขาจะมีไม้หนามวางไว้ล้อมรอบหมู่บ้านเสมือนเป็นรั้วด้วย) บ้านแต่ละหลังก็สร้างขึ้นอย่างง่ายๆ โดยเก็บเอาเศษไม้มาถักเป็นกำแพงบ้าน บุด้วยโคลนผสมฟาง มูลวัว และฉี่ของคน ซึ่งกลิ่นฉี่เนี่ยแหละที่บ่งบอกอาเขตให้สัตว์ป่าไม่กล้าเข้าใกล้ พวกเขาเรียกบ้านเหล่านี้ว่า ‘อินกาจิจิก’ (Inkajijik) ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับวิถีชีวิตเร่รอนเลี้ยงสัตว์ในทุกกว้างเพราะเคลื่อนย้ายง่าย กันความร้อนตอนกลางวัน และความหนาวยามค่ำคืนได้ดี  

ภายในบ้านมีเตาไฟเพื่อหุงหาอาหารและไล่แมลง ครอบครัวไหนใหญ่หน่อยก็นอนรวมๆ กันทั้งลูกหลานปู่ย่าตายายและเมียใหญ่เมียเล็ก แต่การที่ผู้ชายชาวมาไซจะมีครอบครัวใหญ่ได้นั้น(เมียเกินหนึ่ง) สิ่งสำคัญคือต้องมี ‘วัว’ เยอะ เพราะการเลี้ยงวัวไว้เยอะก็เปรียบเสมือนมีเงินมีทองมาก สามารถเลี้ยงดูคนในครอบครัวอยู่อย่างไม่อดอยากได้   

เมื่อไปถึงหมู่บ้านของชาวมาไซอย่าลืมซื้อของฝากจากเหล่าแม่บ้านติดไม้ติดมือกลับมาสักชิ้นสองชิ้น เพราะนั่นคือการช่วยสนับสนุนให้เขามีชีวิตรอดในยุคปัจจุบันที่ทางการกำหนดเขตอนุรักษ์อย่างเข้มงวด และไม่ให้มีการล่าสัตว์ เงินที่นักท่องเที่ยวจ่ายเหล่านั้นจะกลายเป็นอาหาร ยา และข้าวของดำรงชีพเพื่อเลี้ยงดูชาวเผ่ามาไซรุ่นต่อไป ซึ่งถือเป็นการช่วยอนุรักษ์วิถีชีวิตของพวกเขาอีกทางหนึ่ง

Photo by Julie Wolpers on Unsplash

หากคุณจะจัดทริปมาเยือนเคนย่าสักครั้งในชีวิตขอแนะนำว่าจัดสรรเวลาท่องเที่ยวและไปกลับอย่างน้อยๆ ไว้สัก 5 วัน เพราะการท่องเที่ยวในแต่ละเขตอุทยานนั้นต้องใช้เวลาในการเดินทางนานพอตัว อีกทั้งยังมีหลายแห่งให้ไปเปิดประสบการณ์ซาฟารี การตามล่า Big Fives และสัมผัสวิถีชีวิตชนเผ่าเป็นแค่ครึ่งเดียวที่คุณจะได้ค้นพบ ณ ดินแดนอันเก่าแก่ของโลก ส่วนอีกครึ่งคุณจะได้พบศักยภาพแห่งการผจญภัยที่ไม่รู้ลืมในตัวเอง สัมผัสมือกับอีกคนในตัวคุณที่ทำรู้ว่า ‘โลกกว้างนั้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด’     

Travel Tips

การเดินทาง

- สายการบินที่ตรงดิ่งจากกรุงเทพฯ สู่เคนย่าและใช้เวลาน้อยสุด (9 ชั่วโมง) คือ Kenya Airways แต่บางสายการบินก็มีโปรโมชั่นที่ถูกกว่าซึ่งต้องแลกกับเวลาเดินทางที่เพิ่มขึ้น ลองดูเงื่อนไขของคุณดูว่าเหมาะกับราคาและโปรโมชั่นแบบไหน

- วิธีหาทริปท่องซาฟารีในเคนย่าที่ง่ายสุด สะดวก และมีเรทราคาให้เลือกมากมายเป็นร้อยทริปนั้นให้เข้าไปที่ www.safaribookings.com  มีทริปตั้ง 3 วันจนถึง 19 วัน

- ทำใจเรื่องการเดินทางด้วยรถใน Game Drive ว่าคุณจะไม่ได้แอร์เย็นฉ่ำแน่นอน แต่ได้สูดกลิ่นอายธรรมชาติแบบสะวันนาอย่างเต็มๆ ปอดเพราะรถทุกคันเน้นเปิดกระจกให้คุณได้ส่องสัตว์ถ่ายรูปตลอดเส้นทาง

อาหาร

  • นักชิมทั้งหลายโปรดยั้งใจไว้นิด เพราะการจับจ่ายซื้อของข้างทางอาจตามมาด้วยท้องร่วงได้ง่ายๆ ฉะนั้นหากแพ็คอาหารไปเอง เวลาเจอพิธีตรวจคนเข้าเมืองก็ยอมจ่ายค่าตรวจเพื่อเก็บอาหารของเราไว้ดีกว่า (แลกเงินดอลล่าห์และเคนย่า ชิลลิ่ง ติดตัวไว้ด้วยสำหรับให้ทิปในที่ต่างๆ เพราะงานบริการต่างๆ มักเรียกเก็บทิปเป็นส่วนใหญ่)

ยา

  • ก่อนเดินทางไปท่องเที่ยวเคนย่านั้นควรเตรียมความพร้อมด้วยการ ฉีดวัคซีนไข้เหลือง(อย่างน้อย 10 วันก่อนการเดินทาง), ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ A, ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไทฟอยด์, กินยาป้องกันมาลาเรีย และติดยาทากันยุงไว้ ยาหม่อง และยาแก้เมารถไว้ด้วย  
travelbaradmin's picture
ABOUT THE AUTHOR
POSTED BY travelbaradmin | Saturday, February 16, 2019 - 16:03
PLAN YOUR TRIP
DEALS & BOOKING
6

Comments

COMMENTS
ADD A COMMENT
Image CAPTCHA
RELATED FEED
POSTED BY Web admin | Sunday, June 17, 2018 - 13:05
เที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ทองผาภูมิ
LEAVE A COMMENT
POSTED BY Web admin | Thursday, November 30, 2017 - 10:43
เทศกาลแห่งความสุนทรีย์ ท่ามกลางสายลมหนาว ณ ไร่องุ่นไวน์ "กราน-มอนเต้"
LEAVE A COMMENT
POSTED BY travelbaradmin | Friday, November 16, 2018 - 21:32
Tokyo Neighborhoods
LEAVE A COMMENT