all

×

Error message

  • Notice: Undefined property: view::$exposed_input in views_plugin_display_attachment->attach_to() (line 245 of /var/www/html/sites/all/modules/views/plugins/views_plugin_display_attachment.inc).
  • Notice: Undefined property: view::$exposed_input in views_plugin_display_attachment->attach_to() (line 245 of /var/www/html/sites/all/modules/views/plugins/views_plugin_display_attachment.inc).
Istanbul
POSTED BY travelbaradmin | Tuesday, September 18, 2018 - 10:43

Photo: Kataleewan Intarachote
 

อิสตันบูล เมืองหลวงที่มีพื้นที่ 2 ทวีป ของประเทศตุรกี เป็นสถานที่นัดพบของศิลปวัฒนธรรมที่ตกทอดจากผู้คนหลายเผ่าพันธุ์ หล่อหลอมออกมาเป็นรูปทรงสถาปัตยกรรม งานศิลปะ และวิถีชีวิตของผู้คน ที่โน้นเชื่อมเข้าหากันแทบจะไร้รอยต่อเลยทีเดียว

Photo: https://www.youtube.com/watch?v=-2FKlfUyAQ8
 

อิสตันบลู เป็นเมืองที่สร้างขึ้นโดยชาวกรีกมีชื่อเมืองว่า ไบแซนเทียน  ภายหลังโดนรุกรานครอบครองจากชาวโรมันและได้มีการสร้างเป็นจักวรรดิไบแซนไทน์มีเมืองหลวงชื่อว่าคอนสแตนติโนเปิลเป็นศูนย์กลางของศาสนาคริสต์นิกายอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์  ต่อมาสุลต่านเมห์เม็ดที่ 2 ได้บุกยึดเมืองและได้นำวัฒนธรรมแบบมุสลิมมาใช้ในการปกครองเปลี่ยนชื่อเมืองอิสตันบลูซึ่งมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก  เมื่อระยะเวลาผ่านไปได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสาธารณรัฐตุรกีและย้ายเมืองหลวงไปที่อังการา จากการอยู่ในระบบการปกครองที่หลากหลายเชื้อชาติจึงไม่แปลกใจเลยว่าเมื่อได้มาเยือนเมืองนี้ทำให้ได้พบกับความงามที่หลากหลายทั้งธรรมชาติ  วัฒนธรรม  ศิลปะ สถาปัตยกรรม  วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมืองก็มีความน่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน  และยังเป็นเมืองที่อยู่ระหว่างสองทวีปคือทวีปยุโรป Thrace ของฝั่งบอสฟอรัส และทวีปเอเชียฝั่งอนาโตเลีย  ที่สามารถข้ามไปหากันได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที

Photo: Kataleewan Intarachote

Photo: Kataleewan Intarachote
 

บลูมอสก์ (Blue  Mosque)  หรือสุเหร่าสุลต่านห์อาร์เหม็ดที่ 1สุเหร่าสีฟ้าอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของอิสตัลบลู  เพียงแค่มองจากภายนอกก็จะพบกับความยิ่งใหญ่ของตัวสุเหร่าที่สุลต่านห์อาร์เหม็ดที่ 1 ต้องการสร้างให้มีขนาดใหญ่กว่าวิหารคริสต์เซนต์โซเฟียยิ่งได้ศิลปะแบบออตโตที่มีความสวยงามก็ยิ่งทำให้ดูน่าค้นหา  เมื่อเข้าไปบริเวณภายในก็จะได้เห็นถึงความอลังการของห้องโถงขนาดกว้างหลังคาโค้งที่มีสีฟ้าสดใสจากการใช้กระเบื้องอัซนิคลวดลายดอกไม้ กุหลาบ คาร์เนชั่น ทิวลิป  มีหน้าต่าง 260 บาน มีหอสวดทั้งหมด 7 หอด้วยกัน เพิ่มความวิจิตรด้วยกระจกสีสันต่างๆ ที่สะกดทุกสายตาได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันเปิดให้เป็นสถานที่ละหมาดตลอด 24 ชั่วโมง  ในช่วงยามค่ำคืนจะเปิดไฟประดับประดาอย่างสวยงาม  ซึ่งการเข้าไปท่องเที่ยวในสถานที่แห่งนี้ก็ต้องให้ความเคารพสถานที่ด้วยเช่นกัน  โดยการถอดรองเท้า หมวก แว่นดำ แต่งกายมิดชิด สตรีควรติดผ้าพันคอหรือผ้าคลุมสำหรับพันศรีษะเมื่อเข้าไปด้านใน

Photo: Kataleewan Intarachote
 

เมื่อเดินออกจากบลูมอสก์มาที่ จัตุรัสสุลต่านอาเหม็ด ฝั่งตรงข้ามอีกด้านก็จะเป็นพิพิธภัณฑ์ อายาโซเฟีย (Ayasofya) หรือ ฮายาโซฟีอา (Hagia Sophia)  ในอดีตเป็นวิหารเซนต์โซเฟียคริสตจักรนิกายอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ ตัววิหารเป็นสถาปัตยกรรมไบแซนไทน์ มีขนาดใหญ่โต และสุลต่านอาร์เหม็ดที่ 1 ต้องการสร้างสุเหร่าให้มีขนาดที่ใหญ่กว่า   จนทำให้ที่นี่ยังได้รับเลือกให้เป็น 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลาง หลังจากถูกรุกรานจากการล่าอาณานิคมทางสุลต่านเมห์เมตที่ 2 ได้ทำการเปลี่ยนแปลงโดยสั่งให้โบกปูนทับภาพโมเสดต่างๆ ตามความเชื่อของทางศาสนา จนกระทั่งเมื่อประกาศให้เป็นสาธารณรัฐตุรกี ทางรัฐบาลได้ทำการบูรณะและเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยว  ซึ่งก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังที่ใครหลายคนต้องมาเยือนเมื่อมาถึงอิสตันบลู  ด้วยความสวยงามโดนเด่นของโดมขนาดใหญ่ที่เจาะเป็นช่องหน้าต่างด้านบนจำนวน 40 ช่อง ทำให้แสงอาทิตย์ที่ตกกระทบไปยังภาพโมเสดที่ประดับด้วยกระจกสีเสาหินอ่อนและพื้นหินอ่อน สีขาว สีเขียว สีชมพู สีเหลือง ซึ่งเป็นภาพของพระเยซู พระแม่มารี นักบุญคริสเตียน และทูตสวรรค์ ดูงดงามยิ่งนัก  และก็ยังมีสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจอีกอย่างก็คือเสาร้องไห้ (Weeping Pillar) ที่อยู่บริเวณฝังศพของแม่ทัพเมืองเวนิสที่เสียชีวิตที่นี่ นักท่องเที่ยวนิยมใช้นิ้วหัวแม่มือแหย่เข้าไปในรูแล้วตั้งจิตอธิฐานเพื่อให้ช่วยประสบความสำเร็จในสิ่งที่ต้องการ

Photo: Kataleewan Intarachote
 

อีกหนึ่งสถานที่ที่น่าสนใจและยังอยู่ใกล้กับบลูมอสก์และพิพิธภัณฑ์อายาโซเฟียสามารถเดินไปได้อย่างสบายๆ ก็คืออุโมงค์เก็บน้ำใต้ดินเยเรบาตัน (Yerebatan Sarnici)  ที่ใหญ่ที่สุดในอิสตันบลู  ถูกค้นพบโดย  Peter Gylius ชาวฝรั่งเศส ที่ได้เข้ามาทำงานวิจัยในปี 1545 และเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการในปี 1987   อุโมงค์เก็บน้ำแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยกษัตริจัสติเนียนจักรวรรดิไบแซนไทน์  ถึงจะเป็นเพียงที่เก็บกักน้ำสำหรับใช้ในพระราชวังแต่ก็ยังมีความงามแบบโรมันโดยใช้ศิลปะแบบคอรินเทียนประดับต้นเสา  มีความงดงามแปลกตาเมื่อเดินเข้าไปชมด้านในชั้นใต้ดินก็จะมีต้นเสารูปหยดน้ำตาที่เชื่อว่าเป็นดวงตาของทาสที่เสียชีวิตระหว่างการก่อสร้าง และที่สร้างความสะพรึงก็คือ ต้นเสารูปเมดูซากลับหัวและต้นเสารูปเมดูซาหัวตะแคงขวา  ทางรัฐบาลมีการบูรณะปรับปรุงให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว  มีทางเดินคอนกรีตสะอาดสะอ้าน มีรั้วไม้กันยาวล้อมไปโดยรอบบริเวณ  ถึงจะอยู่ใต้ดินแต่ก็ไม่มีความอับชื้นแต่ก็ต้องระวังบางช่วงบางตอนของทางเดินที่อาจจะลื่นด้วยหยดน้ำที่หยดลงมาตลอดเวลา มีสะดวกสบายในการเข้าชมด้วยระบบเทคโนโลยีตามยุคสมัยปัจจุบัน   แต่เมื่อได้เข้าไปสัมผัสก็รับรู้ได้ถึงมนต์ขลังของอดีตที่ผ่านเรื่องราวของความสูญเสียที่มีอยู่อย่างมากมาย

Photo: Kataleewan Intarachote
 

ระหว่างเดินชมความงามของสถาปัตยกรรมก็ต้องสะดุดตากับขนมหลากสีสันที่มีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมบ้างทรงกลมบ้างทรงลูกเต๋าบ้าง  พอเดินเข้าไปในร้านสอบถามจนได้ความ ขนมชนิดนี้คือ เตอร์กิช ดีไลท์  (Terkish Delight)  ของหวานพื้นเมืองชนิดนี้เป็นที่นิยมของชาวตุรกีเป็นอย่างมากมีชื่ออีกอย่างว่า โลคุม (Lokum)  ทำจากแป้งและน้ำตาลมีหลากหลายรสชาติทั้ง ถั่ว อัลมอนติ แมคคาดาเมีย วอลนัท ส้ม ช็อกโกแล็ต ตัดเป็นชิ้นๆ คลุกเคล้ากับน้ำตาลไอซิ่ง   ที่พอได้ชิมคำแรกก็ต้องสะดุ้งไปกับความหวานที่บาดตั้งแต่โคนลิ้นไปยังลำคอ  ต้องขอบอกเลยว่าขนมหวานบ้านเรายังหวานสู้ไม่ได้จริงๆ และถ้าหากอยากลองลิ้มชิมรสขนมชนิดนี้แนะนำให้รับประทานคู่กับชาหรือกาแฟที่จะช่วยให้รสชาติละมุนขึ้น  ว่ากันว่าขนมชนิดนี้เป็นขนมที่สุลต่านแห่งออตโตมันต้องการทำเพื่อเอาใจภรรยา จึงได้สั่งให้เชฟของหวานในราชสำนักทำขนมหวานที่มีรสชาติใหม่ๆ ที่ทำจากน้ำเชื่อมผสมถั่วผลไม้แห้งจนประสบความสำเร็จ คนในราชสำนักชอบขนมชนิดนี้กันเป็นอย่างมาก  และก็กลายเป็นขนมขึ้นชื่อของอิสตัลบลูที่ทุกคนต้องไม่พลาด มาลองชิมหรือซื้อเป็นของฝากกลับบ้าน

 

ไหนๆ ก็เอ่ยถึงเรื่องอาหารแล้วก็ถือโอกาสพาไปชิมอาหารประเภทอื่นๆ  ทั้งอาหารพื้นเมือง ของรับประทานเล่น ที่มีร้านค้าเรียงรายอยู่ตามถนนหรือในตัวตึกและร้านรถเข็นที่อยู่ตามบริเวณสวนสาธารณะและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ  กันบ้าง  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารมุสลิมประกอบไปด้วยผักสด  เนื้อวัว เนื้อแกะ อาหารทะเล  และแป้ง หลายคนที่เคยไปอิสตันบลูคงเคยเห็นขนมปังก้อนใหญ่ ที่มีสีขาวรูปร่างเรียวมนมีรอยปริที่เกิดจากการอบ  ขนมปังชนิดนี้เรียกว่า Ekmek นิยมรับประทานคู่กับอาหารคาวที่เป็นเมนูต้ม เมนูแกง แทนข้าว

Photo: Kataleewan Intarachote
 

ส่วนร้านอาหารที่อยู่ตามตึกมีถาดใส่อาหารวางอยู่ หน้าตาอาหารหลากสีสันคล้ายกับข้าวแกงของบ้านเรา  เป็นเมนูอาหารที่มีต้นกำเนิดมาจากเติร์ก  ใช้ปรุงด้วยเนื้อวัว เนื้อแกะ เนื้อไก่ และอาหารทะเล นำมาต้ม อบ ย่าง แล้วปรุงเครื่องด้วยเครื่องเทศที่มีอยู่ในท้องถิ่นรสชาติออกทางเมดิเตอร์ริเนียนที่มีการปรับรสชาติให้จัดจ้านขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว

 

พลาดไม่ได้ก็ต้องเคบับ (Kebab) อาหารขึ้นชื่อของตุรกี ที่ทำจากเนื้อสัตว์ ทั้งเนื้อวัว ไก่ แกะ แพะ และผักหมักกับเครื่องเทศทิ้งไว้ 1 คืน แล้วนำมาเสียบกับเหล็กย่างในเตาหมุนโดยเนื้อจะรวมกันเป็นก้อน เมื่อจะรับประทานก็สไลค์ให้เป็นชิ้นๆ รับประทานกับขนมปัง เมนูนี้อร่อยสมคำล่ำลือและถูกปากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

Photo: Kataleewan Intarachote
 

เลาะลิ้มชิมรสกันไปตามเส้นทาง ก็จะได้เห็นรถเข็นขายอาหารประเภทรับประทานเล่น จำพวกข้าวโพดปิ้ง เกาลัด  ที่ส่งกลิ่นหอมลอยมาตามลม  สำหรับเมนูที่ทำให้ต้องเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก็คือ ไอศกรีม ตุรกี (Terkish Ice-cream) ที่มีความเหนียวหนึบต้องเคี้ยวเวลารับประทาน มีให้เลือก 3 รส ด้วยกัน วานิลา ช็อกโกแลต มะม่วง รสชาติหอมหวลชวนรับประทาน  แต่สิ่งที่ดึงดูดให้ลูกค้าเข้าร้านมากกว่าไอศกรีมก็น่าจะเป็นลีลาการขายดึงเนื้อไอศกรีมขึ้นลงโยกซ้ายทีขวาที  กว่าลูกค้าจะได้รับประทานกันแต่ละครั้งก็ต้องดูโชว์พิเศษชุดนี้เสียก่อน ถือว่าเป็นของแถมที่ทางร้านมีไว้สมนาคุณฟรีๆ ไม่คิดเงินเพิ่ม

Photo: Kataleewan Intarachote
 

มีอาหารคาวและขนมหวานแล้ว ก็ต้องมีเครื่องดื่มชากาแฟที่มีให้เลือกทั้งแบบนั่งในร้าน ขายตามรถเข็นริมถนน  เมื่อได้มาเยือนที่นี่ทั้งทีก็ต้องจิบชาคู่กับเตอร์กิช ดีไลท์ ขนมพื้นเมืองที่ขึ้นชื่อก็อร่อยลงตัวเมื่อมาคู่กัน  ซึ่งชายอดนิยมก็จะเป็น ชาแอปเปิ้ล ที่รสชาติไม่ขมนักท่องเที่ยวมักสั่งชารสชาตินี้มาดื่มกัน  คนที่นี่ชื่นชอบการดื่มชาถึงขนาดมีศิลปะการชงชาที่เรียกว่า ซาโมวาร์(Samovar) ใช้กาชงทรงสวยใส่น้ำและใบชา ด้านล่างเป็นถ่านให้ความร้อน รสเข้มมีสีแดงเมื่อได้ดื่มครั้งแรกจะขมและจะหวานติดปลายลิ้นในภายหลัง  ภาชนะที่ใส่ก็จะเป็นแก้วทรงดอกทิวลิบขนาดเล็กสวยงาม

 

หมดเรื่องอาหารแล้วก็เริ่มวางแผนเดินทางท่องเที่ยวกันต่อเพราะในเมืองอิสตันบลูยังมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่ไปในวันเดียวคงไม่หมด  โดยเฉพาะในส่วนของท้องทะเลชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนยังมีความสวยงาม และวิถีชีวิตของผู้คนที่น่าสนใจอยู่อีกมากมาย

Photo: Kataleewan Intarachote
 

สะพานกาละตะ (Galata  Bridge) สะพานประวัติศาสตร์ที่ใช้ข้ามอ่าวโกลเด้นฮอร์นที่เป็นท่าเทียบเรืออีกแห่งของเมืองอิสตันบลู สะพานแห่งนี้เป็นตัวเชื่อม 2 เมืองเก่าของอิสตันบลูกับเขตทางเหนือ  นอกจากจะเป็นเส้นทางสัญจรยังเป็นจุดชมวิวเมืองที่สวยในช่วงเวลาเย็นยามพระอาทิตย์ตกดินและมีไฟแสงสีที่เปิดประดับโบสถ์วิหารและสุเหร่าต่างๆ  สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือภาพของคนตกปลาที่มีให้เห็นเต็มบนสะพาน  กิจกรรมยอดนิยมของคนที่นี่ ถึงกับมีบริการอุปกรณ์ให้เช่า และปลาที่ตกได้ก็นำไปขายให้กับร้านอาหารที่อยู่บริเวณด้านล่างสะพาน นอกจากจะได้ความเพลิดเพลินแล้วยังสร้างรายได้ให้อีกด้วย  และบริเวณสองข้างทางของสะพานก็ยังมีอาหารของรับประทานรวมถึงของฝากของที่ระลึกแบบแฮนด์เมคเก๋ๆ วางจำหน่าย  สะพานกาละตะจึงเป็นอีกแห่งที่เหมาะสำหรับการมาเดินเล่นชิลล์ๆ ชมวิวเมืองยามเย็นในบรรยากาศสุดแสนโรแมนติก ที่อยากให้คุณได้มาสัมผัสด้วยตัวคุณเอง

Photo: Kataleewan Intarachote
 

พามาลงทะเลที่ช่องแคบบอสฟอรัสที่ทุกคนคงคุ้นชื่อเป็นอย่างดี  ช่องแคบนี้เป็นพรหมแดนที่กันระหว่างทวีปยุโรปและเอเชีย  เชื่อมต่อระหว่างทะเลดำ (The Black Sea) กับทะเลมาร์มาร่า (Sea Of Marmara) ถือว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเมืองนี้เลยก็ว่าได้ ด้วยในอดีตมีการตั้งป้อมปราการ หรือป้อมปืนใหญ่เพื่อป้องกันภัยจากสงคราม  ต่อมาก็ได้มีการสร้างสะพานเพื่อความสะดวกต่อการเดินทางของทั้งสองทวีป ได้แก่ สะพานแขวนบอสฟอรัส (Bosphorus Bridge) ที่มีความยาวถึง 1.5 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ระหว่างทางสามารถจอดรถชมวิวได้ ถ้านั่งรถโดยสารประจำทางให้เลือกชั้น 2 จะได้เห็นช่องแคบและเกาะปรินซ์อย่างชัดเจน รวมถึงท้องทะเลที่กว้างสุดสายตา ส่วนที่สร้างภายหลังและอยู่ในส่วนที่แคบที่สุดคือสะพานสุลต่านเมห์เมตผู้พิชิต

 

นอกจากทางบกแล้วการเดินทางผ่านช่องแคบเพื่อข้ามทั้งสองทวีปแล้ว ยังมีอีกหนึ่งทางเลือกโดยการนั่งเรือโดยสารข้ามฝากและการล่องเรือแบบเฟอร์รี่  โดยท่าเรือเอมิโนนูเป็นศูนย์กลางของการเดินเรือ  ถ้าไม่ต้องการสัมผัสบรรยากาศอะไรมากมายเพียงแค่ข้ามไปท่องเที่ยวอีกฝั่งที่เป็นฝั่งเอเซียก็ใช้บริการของเรือโดยสารที่ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 1.30 ชั่วโมง แต่ถ้าต้องการที่จะแวะชมสถานที่เที่ยวต่างๆ และเพื่อซึมซับบรรยากาศก็ขอแนะนำเป็นเรือเฟอร์รี่ล่องชมความงามของช่องแคบบอสฟอรัส  ที่จะพาไปยังพิพิธภัณฑ์เรือ  พระราชวัง โดลมาบาเช  พระราชวังชีราอานปัจจุบันเป็นโรงแรมชีราอาน โฮเตล เคมปินสกี้   ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในฝั่งยุโรป ส่วนฝั่งเอเซียก็จะเป็น เฟติ อาห์เมต ปาซา ยาลี เรียงรายไปด้วยเรือนไม้ฤดูร้อนและสถานทูต รวมถึงสถานที่ราชการสำคัญ   และเมื่อมาถึงฝั่งนี้ก็ต้องแวะชิมโยเกิร์ตรสชาติดั้งเดิมที่คานจาลี เดินเล่นพักผ่อนที่หมู่บ้านอัลบาเนีย และอานาโคลูซีอาร์ อันแสนสงบ   สำหรับช่วงเวลาการล่องเรือก็ขอแนะนำให้ออกจากฝั่งยุโรปช่วงบ่ายๆ เพื่อที่จะได้เก็บสถานที่ท่องเที่ยวฝั่งเอเซียให้เต็มที่  และกลับมาฝั่งยุโรปก่อนเวลาพระอาทิตย์ตกสักเล็กน้อยแล้วจะได้พบกับความงามในอีกรูปแบบ  ที่บริเวณใต้สะพานบอสฟอรัสที่มีทั้งร้านอาหาร คลับ บาร์ หอศิลป์  สีสันยามค่ำคืนที่ดูสวยและครึกครื้นเป็นเสน่ห์อีกอย่างของเมืองนี้

Photo: Kataleewan Intarachote
 

ที่โดดเด่นเป็นจุดสนใจทางทะเลอีกอย่างก็คือประภาคารกลางช่องแคบบอสฟอรัส เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าหอคอย (Maiden's Tower) ที่สร้างขึ้นมาในสมัยจักรพรรดิอเล็กซิออสที่ 1  โคเนนอส  เพื่อเป็นสถานีของทหารเรือในสมัยสงครามคูเสด  ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนให้เป็นหอนาฬิกา และเมื่อเกิดแผ่นดินไหวจนเกิดไฟไหม้ ก็ได้มีการซ่อมแซมและสร้างใช้เป็นประภาคารในยุคสมัยต่อมา และยังเคยเป็นจุดตรวจเรือเข้าออกของเมืองอีกด้วย  ในปัจจุบันเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร ห้องจัดเลี้ยง หากต้องการเข้าไปชมความงามในตัวหอคอยก็ต้องนั่งเรือเฟอร์รี่เข้าไปใช้เวลาต่อคิวไม่นานและต้องขอบอกเลยว่าคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปเป็นอย่างมาก  ด้วยความงามภายในที่สรรค์สร้างด้วยภาพจิตรกรรมจากฝีมือจิตรกรถึงแม้จะผ่านมาหลายยุคหลายสมัย  และก็ยังมีเรื่องเล่าเคล้าน้ำตาอยู่สองเรื่องด้วยกัน เรื่องแรกเป็นเรื่องของเจ้าหญิงธิดาของสุลต่านที่หมอดูทำนายว่าหากอายุครบ 18 จะโดนงูเห่ากัดตาย สุลต่านจึงได้นำธิดามาไว้ที่หอคอย  และเมื่อถึงวันเกิดของธิดาสุลต่านก็นำตะกร้าผลไม้ไปเป็นของขวัญวันเกิด   ทันทีที่ธิดาเปิดตะกร้าก็เจองูเห่าและก็โดนกัดตายในที่สุด  อีกเรื่องเป็นเรื่องของหญิงสาวนามว่าฮีโร  มีชายหนุ่มคนรักที่ชื่อว่า เรนเดอร์ ว่ายน้ำข้ามฝั่งมาหากันเป็นประจำโดยเธอจะจุดโคมไฟนำทางไว้ให้  แต่แล้วในช่วงคืนหนึ่งที่มีพายุลมแรงโคมไฟดับทำให้คนรักหนุ่มหลงทางและว่ายน้ำจนหมดแรงจมหายไปในทะเลเธอจึงโดดทะเลตายตามไปเช่นกัน  ซึ่งภายในหอคอยก็มีภาพวาดของทั้งสองเรื่องไว้ให้ชม

Photo: Kataleewan Intarachote
 

สิ่งที่ทุกคนทุกเพศทุกวัยชื่นชอบก็คงไม่พ้นในเรื่องของการช็อปปิ้ง  ซึ่งแหล่งช็อปปิ้งที่ขึ้นชื่อของเมืองนี้ก็คงต้องยกให้แกรนด์บาซ่า แต่ระหว่างทางก่อนที่จะถึงก็ต้องขอหยุดเซลฟีกับตึกรามบ้านช่องหลากสีสันตกแต่งออกแบบในสไตล์ร่วมสมัยโดยไม่ทิ้งกลิ่นอายของความเป็นออตโตที่สร้างความสะดุดตาจนต้องหยุดถ่ายรูปเก๋ๆ เอาไว้ลงโซเชียลอวดใครต่อใคร 

 

หลังจากชื่นชมกับความงามของบ้านเมืองเป็นที่เรียบร้อยก็ได้เวลาตะลุยหาของใช้ของขวัญของฝากสำหรับตัวเองญาติพี่น้องและเพื่อนๆ  ตลาดแกรนด์บาซ่า (Grand Bazaar) เป็นตลาดในร่มที่ใหญ่ที่สุดในอิสตันบลูมีความเก่าแก่ถึง 1,500 ปี  มีร้านค้ากว่า 4,000 ร้าน แหล่งรวมสินค้านานาชนิด ทั้งอาหาร เครื่องเทศ เสื้อผ้า เครื่องประดับ ของใช้ ของที่ระลึก ภาพวาด สินค้าพื้นเมือง ถ้วยชาม เครื่องลายคราม งานเซรามิค ของเก่าที่ยังคงความสวยงาม ที่ขึ้นชื่อและเป็นของฝากขายดีก็คือพรหมเช็ดเท้าที่ใครมาที่นี่ก็ต้องซื้อติดมือกลับไป

Photo: Kataleewan Intarachote
 

อย่างงานเซรามิคที่อยากจะนำเสนอเลือกให้ซื้อเป็นของฝาก  เพราะงานเซรามิคของที่นี่มีความสวยงาม งานแต่ละชิ้นก็ทำด้วยความประณีต มีลักษณะเฉพาะตัวด้วยลวดลายสีสันของศิลปะพื้นเมือง  มีทั้งความชิค ความฮิปปี้ อยู่ในตัวเอง ซึ่งเซรามิคของตุรกีนั้นก็มีมาอย่างยาวนาน   เริ่มจากการนำไปใช้กับสุเหร่าและมัสยิดพัฒนามาเป็นของใช้  จาน ชาม ถ้วยชากาแฟ แก้วน้ำ เหยือก ของตกแต่งบ้าน ตุ๊กตาตัวเล็กตัวใหญ่ ของทุกชิ้นเหมาะสมและคุ้มค่าต่อการซื้อไปฝากใครสักคนที่รอคุณอยู่ที่บ้าน  หากจะนำมาตกแต่งบ้านรับรองว่าแขกเหรื่อที่มาเยี่ยมเยียนก็จะต้องประทับใจในความเป็นนักเลือกของมาตกแต่งจนต้องออกปากชมอย่างแน่นอน

Photo: Kataleewan Intarachote
 

ในส่วนของขนมพื้นเมืองและเครื่องเทศ แนะนำให้ไปซื้อที่ตลาดสไปซ์ (Spice Market)  ที่มีมาตั้งแต่ปี 2140  ตลาดแห่งนี้สร้างโดยชาวอียิปต์ จึงมีเครื่องเทศ ผลไม้อบแห้งวางจำหน่ายอยู่มากมาย โดยเฉพาะอินทผาลัมนั้นก็ราคาไม่แพง  ขนมพื้นเมืองอย่างเตอร์กีช ดีไลน์ ที่ได้เอ่ยถึงตั้งแต่ต้นก็สามารถซื้อหาได้จากที่นี่เช่นกัน  และยังมีประเภทขนมที่ทำจากถั่วเฮแซลนัท  วอลนัท  และพิสตาชิโอ ประเภทขนมบาคลาวา (Baklava)  ถ้าหากต้องการซื้อเป็นของฝากก็จะมีการคละชิ้นของแต่ละชนิดแพ็คใส่กล่องให้เป็นอย่างดี  เพิ่มความพิเศษให้ของฝากชนิดนี้อีกอย่างด้วยการซื้อชาแอปเปิ้ลที่จะช่วยทำให้ขนมหวานอย่างเตอร์กีช ดีไลท์ และบาคลาวา มีรสชาติละมุนขึ้น

 
ถ้าชอบถั่วแต่ไม่ชอบขนมที่ทำจากถั่วเนื่องจากรสชาติที่หวานบาดคอ  ก็แนะนำให้ซื้อเป็นถั่วเม็ดกลับไปด้วย ที่นี่เป็นแหล่งขึ้นชื่อของการปลูกถั่วรับรองว่าจะได้ถั่วอร่อยถูกใจในราคาไม่แพง ไม่ว่าจะเป็น เฮแซลนัท วอลนัท พิสตาชิโอ  ถั่วแดง ที่มีความหอม มัน กรอบ ที่พอมาถึงบ้านเราก็ยังคงรสชาตินั้นเอาไว้

Photo: Kataleewan Intarachote
 
การเดินทางในเมืองอิสตันบลูก็สะดวกสบายด้วยระบบขนส่งสาธารณะ รถไฟฟ้าใต้ดิน  รถราง รถแท็กซี่ รสบัสโดยสาร แต่ที่เหมาะสมกับนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ มากที่สุดก็ต้องเป็นรถไฟใต้ดินแล้วต่อด้วยรถราง  ซึ่งสามารถซื้อบัตรโดยสารแบบเติมเงินเก็บไว้ได้เลย  อิสตันบลูก็เหมือนเมืองใหญ่ทั่วๆ ไปที่ตอนเช้าและตอนเย็นการจราจรจะคับคั่งและมีการเบียดเสียดกันในรถสาธารณะ  แต่ถ้าวางแผนการเดินทางให้ถูกช่วงถูกเวลาแล้วละก็ทริปของคุณก็จะฉลุยได้ความสุขสนุกสนานไปครบทุกสถานที่ตามที่ใจต้องการได้เลย
 
เรื่องโดย สุนันทา จันรวม
travelbaradmin's picture
ABOUT THE AUTHOR
POSTED BY travelbaradmin | Tuesday, September 18, 2018 - 10:43
PLAN YOUR TRIP
DEALS & BOOKING
6

Comments

COMMENTS
ADD A COMMENT
Image CAPTCHA
RELATED FEED
POSTED BY Web admin | Wednesday, April 18, 2018 - 00:07
The Place for Jazz Music Lover
LEAVE A COMMENT
POSTED BY Web Editor | Monday, October 30, 2017 - 21:40
The top 10 most visited museums around the world
LEAVE A COMMENT
POSTED BY Web admin | Tuesday, April 24, 2018 - 23:18
3 เซเลบริตี้ ชวนบินไปรับลมหนาว ดื่มด่ำความโรแมนติกที่เวียนนา กับ “การบินไทย”
LEAVE A COMMENT